รับทำบัญชี.COM | แหล่งขายของตกแต่งบ้าน จากเว็บจีนขายราคาส่ง?

Click to rate this post!
[Total: 425 Average: 5]

แผนธุรกิจของตกแต่งบ้าน

การเริ่มต้นธุรกิจในอุตสาหกรรมตกแต่งบ้านมีขั้นตอนเบื้องต้นที่คุณควรทำตามดังนี้

  1. การวางแผนธุรกิจ (Business Planning)
    • กำหนดวัตถุประสงค์และความเป้าหมายของธุรกิจของคุณ.
    • ศึกษาตลาดและความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ของคุณ.
    • ทำการวิเคราะห์ SWOT เพื่อระบุจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม.
  2. การสร้างแผนธุรกิจ (Business Plan)
    • รวมรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่คุณจะขาย.
    • กำหนดโครงสร้างธุรกิจ รวมถึงวิธีการจัดการและโครงสร้างองค์กร.
    • กำหนดแผนการตลาด เช่น วิธีการโฆษณาและการสร้างแบรนด์.
    • กำหนดแผนการเงิน รวมถึงงบประมาณและการคาดการณ์รายได้และรายจ่าย.
  3. การทะเบียนธุรกิจ (Business Registration)
    • ทำการลงทะเบียนธุรกิจของคุณและได้รับใบอนุญาตที่จำเป็นจากหน่วยงานรัฐ.
  4. การหาที่ตั้งสำหรับร้าน (Location)
    • เลือกที่ตั้งที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจคือร้านเราหรือการทำงานจากบ้านก็ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจของคุณ.
  5. เรียนรู้เกี่ยวกับการขายสินค้าตกแต่งบ้าน (Product Knowledge)
    • ศึกษาสินค้าตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ให้ละเอียด เพื่อให้คุณสามารถให้คำแนะนำและปรับให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้า.
  6. การจัดหาวัสดุและสินค้า (Sourcing)
    • หาตัวแทนจากผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์สำหรับสินค้าตกแต่งบ้านของคุณ.
  7. การตั้งราคาสินค้า (Pricing Strategy)
    • กำหนดราคาสินค้าและบริการของคุณให้เหมาะสมและคุ้มค่า.
  8. การตลาดและโฆษณา (Marketing and Advertising)
    • สร้างแผนการตลาดเพื่อเสริมโปรโมชั่นและขายสินค้า.
    • ใช้เครื่องมือการตลาดออนไลน์ เช่น เว็บไซต์, โซเชียลมีเดีย, และอีเมล.
  9. การบริการลูกค้า (Customer Service)
    • ให้บริการลูกค้าอย่างดีและใส่ใจ.
    • รับฟังความคิดเห็นและร้องเรียนของลูกค้าและปรับปรุงตามต้องการ.
  10. การดูแลการเงินและบัญชี (Financial Management and Accounting)
    • จัดการการเงินและบัญชีของธุรกิจอย่างเครื่องมือ.
    • รักษาบันทึกบัญชีและประมวลผลการเงินของธุรกิจของคุณ.
  11. การปรับปรุงและขยายธุรกิจ (Continuous Improvement and Expansion)
    • พัฒนาแผนธุรกิจของคุณตามความเป็นไปได้.
    • พิจารณาเพิ่มสาขาหรือการขยายธุรกิจในอนาคต.
  12. การประกาศ (Promotion)
    • ประกาศบนสื่อมวลชนหรือโซเชียลมีเดียเพื่อเพิ่มความรู้สึกต่อแบรนด์และสินค้าของคุณ.
  13. การปฏิบัติตามกฎหมาย (Legal Compliance)
    • รับคำปรึกษาจากทนายความเพื่อให้แน่ใจว่าธุรกิจของคุณปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง.
  14. การสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้า (Building Customer Trust)
    • สร้างความไว้วางใจกับลูกค้าของคุณโดยให้บริการที่มีคุณภาพและตรงตามคำสัญญา.
  15. การวิเคราะห์ผลและปรับแผน (Analysis and Adaptation)
    • วิเคราะห์ผลการดำเนินงานของธุรกิจของคุณและปรับแผนตามความต้องการและสภาพแวดล้อม.

การเริ่มต้นธุรกิจในอุตสาหกรรมตกแต่งบ้านอาจเริ่มต้นด้วยความรักต่อการออกแบบและตกแต่ง รวมถึงความคาดหวังที่มีการสร้างสรรค์และเพิ่มความสวยงามในบ้านของผู้คน แต่ในเวลาเดียวกันควรจัดการธุรกิจของคุณอย่างเป็นระบบและมีการวางแผนในทุกด้านเพื่อสร้างความเป็นผู้ประสานงานที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว.

ตารางรายรับรายจ่าย ตัวอย่างบัญชี ธุรกิจของตกแต่งบ้าน

นี่คือตารางเปรียบเทียบรายรับและรายจ่ายของธุรกิจตกแต่งบ้านในรูปแบบของบาท

รายการ รายรับ (บาท) รายจ่าย (บาท)
ยอดขายสินค้า xxxxxxx xxxxxxx
บริการตกแต่งบ้าน xxxxxxx xxxxxxx
รายรับอื่น ๆ xxxxxxx xxxxxxx
รวมรายรับ xxxxxxx xxxxxxx
ค่าวัสดุและอุปกรณ์ xxxxxxx xxxxxxx
ค่าจ้างงาน xxxxxxx xxxxxxx
ค่าเช่าสถานที่ xxxxxxx xxxxxxx
ค่าโฆษณาและการตลาด xxxxxxx xxxxxxx
ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ xxxxxxx xxxxxxx
รวมรายจ่าย xxxxxxx xxxxxxx
กำไร (ขาดทุน) xxxxxxx xxxxxxx

โปรดแทนค่า xxxxxxx ด้วยจำนวนเงินที่เป็นไปได้ตามธุรกิจของคุณ รายรับและรายจ่ายที่แสดงในตารางนี้อาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจของคุณและวิธีการบัญชีของคุณในการบันทึกข้อมูลการเงินของธุรกิจของคุณ ตารางนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นในการเริ่มต้นการวางแผนรายรับและรายจ่ายของธุรกิจของคุณควรปรับแต่งตามสถานะของธุรกิจของคุณอย่างเป็นระบบและตลอดเวลาเพื่อให้แสดงผลการดำเนินธุรกิจของคุณอย่างถูกต้องและประทับใจ.

อาชีพ ที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจของตกแต่งบ้าน

ธุรกิจตกแต่งบ้านเป็นอาชีพที่มีความหลากหลายและเกี่ยวข้องกับหลายสาขาอาชีพต่าง ๆ ดังนี้

  1. ออกแบบภายใน (Interior Design) นักออกแบบภายในทำหน้าที่ออกแบบและจัดตกแต่งภายในบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ เพื่อให้มีลักษณะที่สวยงามและสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้งาน.
  2. การซื้อขายเฟอร์นิเจอร์ (Furniture Retail) การค้าเฟอร์นิเจอร์เป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งสำหรับบ้านและสถานที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง.
  3. การผลิตเฟอร์นิเจอร์ (Furniture Manufacturing) ธุรกิจผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตเฟอร์นิเจอร์หรือวัสดุตกแต่งสำหรับบ้านและสถานที่อื่น ๆ.
  4. การรับเหมางานตกแต่ง (Decorating Services) ธุรกิจรับเหมางานตกแต่งบ้านที่มีนักออกแบบภายในหรือช่างที่จะทำงานให้กับลูกค้า.
  5. การขายสินค้าตกแต่งบ้าน (Home Decor Retail) การค้าสินค้าตกแต่งบ้านเช่น ของตกแต่งภายในบ้าน, ผ้าม่าน, ของตกแต่งสวน, กระเบื้อง, โคมไฟ, และอุปกรณ์ตกแต่งอื่น ๆ.
  6. การบริการซ่อมแซม (Home Improvement Services) บริการซ่อมแซมและปรับปรุงบ้าน เช่น การประสานงานกับช่างซ่อมบ้าน, การติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า, หรือการทาสีบ้าน.
  7. การค้าส่งวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง (Building and Decorating Supplies Wholesale) การจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและวัสดุตกแต่งที่ใช้ในธุรกิจตกแต่งบ้าน.
  8. การสร้างและบริหารสวน (Landscaping) การออกแบบและจัดการสวนและพื้นที่ด้านนอกของบ้าน เช่น การปลูกพืช, การตกแต่งสวน, และการรักษาสวน.
  9. การค้าขายวัสดุสวน (Garden Supplies Retail) การค้าขายพันธุ์ไม้, วัสดุสวน, และอุปกรณ์สวน.
  10. การค้าขายอุปกรณ์ตกแต่งบ้านออนไลน์ (Online Home Decor Retail) การค้าขายสินค้าตกแต่งบ้านผ่านอินเทอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์ออนไลน์.
  11. การสอนหรืออบรมในด้านตกแต่งบ้าน (Home Decorating Workshops) การให้บริการคอร์สอบรมหรือสัมมนาเกี่ยวกับศิลปะการตกแต่งบ้าน.

อาชีพเหล่านี้มีความหลากหลายและเสริมเติมกันเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมและบ้านที่สวยงามสำหรับผู้บริโภคและลูกค้าของธุรกิจตกแต่งบ้านในทุกๆ รูปแบบและสไตล์.

วิเคราะห์ SWOT ธุรกิจของตกแต่งบ้าน

การวิเคราะห์ SWOT (Strengths, Weaknesses, Opportunities, Threats) ของธุรกิจตกแต่งบ้านช่วยให้คุณเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อธุรกิจของคุณได้ดีขึ้น ดังนี้

Strengths (จุดแข็ง)

  1. ความเชี่ยวชาญในการออกแบบ คุณมีนักออกแบบภายในที่มีความเชี่ยวชาญและสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ดีได้.
  2. สินค้าคุณภาพสูง คุณจัดจำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้านที่มีคุณภาพสูงและดีเยี่ยม.
  3. ความรู้ในตลาด คุณมีความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าและสามารถปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณให้ตรงกับความต้องการของตลาดได้.
  4. การตลาดและโฆษณาที่ดี คุณมีแผนการตลาดที่เหมาะสมและกิจกรรมโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ.
  5. ความสามารถในการปรับตัว คุณสามารถปรับตัวตอนเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในตลาดหรือความต้องการของลูกค้า.

Weaknesses (จุดอ่อน)

  1. ความขาดแคลนในทุน ธุรกิจตกแต่งบ้านอาจต้องใช้ทุนในการจัดจ้างแรงงานและการซื้อวัสดุและสินค้าตกแต่งบ้านคุณภาพสูง.
  2. ความขาดแคลนในพื้นที่แสดงสินค้า คุณอาจจำเป็นต้องมีพื้นที่แสดงสินค้าที่มีค่าเช่าสูงเพื่อนำสินค้ามาแสดงให้กับลูกค้า.
  3. ความขาดแคลนในการบริหารจัดการ การบริหารจัดการไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดปัญหาในการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าและการส่งมอบงานที่เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด.

Opportunities (โอกาส)

  1. การขยายตลาด มีโอกาสในการขยายตลาดไปยังภูมิภาคหรือกลุ่มลูกค้าใหม่.
  2. การตลาดออนไลน์ การขายสินค้าตกแต่งบ้านออนไลน์มีโอกาสเพิ่มรายได้และลูกค้าใหม่.
  3. ความต้องการในการปรับเปลี่ยนบ้าน ผู้คนมีความสนใจในการปรับเปลี่ยนแต่งบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ในช่วงเวลาต่าง ๆ และอาจต้องการบริการของคุณ.
  4. ความต้องการในการอนุรักษ์พลังงาน การตกแต่งบ้านเพื่อเพิ่มความมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานมีความต้องการเพิ่มขึ้น.

Threats (ภัยคุกคาม)

  1. ความแข่งขันที่รุนแรง อุตสาหกรรมตกแต่งบ้านมีการแข่งขันที่รุนแรงมาก โดยมีผู้แข่งขันมากมายที่มีความสามารถในการจัดหาสินค้าคุณภาพสูง.
  2. การเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจสามารถมีผลกระทบต่อการซื้อขายและความต้องการของลูกค้า.
  3. ความสูงของราคาวัสดุ การเพิ่มราคาของวัสดุและสินค้าตกแต่งบ้านอาจส่งผลกระทบต่อความคุ้มค่าของธุรกิจของคุณ.
  4. ความเป็นไปได้ของความสั่งสม ความสั่งสมอาจเปลี่ยนแปลงโดยรวดเร็วในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น สถานการณ์ฉุกเฉิน.

การวิเคราะห์ SWOT ช่วยให้คุณสามารถใช้ข้อมูลนี้ในการวางแผนและการตัดสินใจในการพัฒนาและปรับปรุงธุรกิจของคุณในอนาคตให้เหมาะสมและสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ.

คําศัพท์พื้นฐาน ธุรกิจของตกแต่งบ้าน ที่ควรรู้

  1. Interior Design (ออกแบบภายใน)
    • ภาษาไทย การออกแบบภายใน
    • คำอธิบาย กระบวนการวางแผนและออกแบบภายในสถานที่ เพื่อให้มีความสวยงามและสอดคล้องกับความต้องการและสไตล์ของลูกค้า.
  2. Furniture (เฟอร์นิเจอร์)
    • ภาษาไทย เฟอร์นิเจอร์
    • คำอธิบาย วัสดุหรือสิ่งของที่ใช้ในการตกแต่งบ้าน เช่น เรารองเท้า, โต๊ะ, เก้าอี้, ตู้, ฯลฯ.
  3. Color Palette (สีพาเลต)
    • ภาษาไทย สีที่ใช้ในงานตกแต่ง
    • คำอธิบาย ชุดสีที่ถูกเลือกและนำมาใช้ในการตกแต่งภายในหรือภายนอกอาคาร เพื่อให้มีความสมดุลและสวยงาม.
  4. Space Planning (การวางแผนพื้นที่)
    • ภาษาไทย การวางแผนพื้นที่
    • คำอธิบาย กระบวนการวางแผนและการจัดระเบียบพื้นที่ภายในอาคารเพื่อให้ใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์และมีความเป็นระเบียบ.
  5. Décor (ของตกแต่ง)
    • ภาษาไทย ของตกแต่ง
    • คำอธิบาย วัตถุหรือของที่ถูกนำมาใช้ในการตกแต่งบ้านหรือสถานที่ เช่น ภาพวาด, โคมไฟ, หมอน, สติกเกอร์ ฯลฯ.
  6. Renovation (การปรับปรุง)
    • ภาษาไทย การปรับปรุง
    • คำอธิบาย กระบวนการการปรับปรุงหรือการเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของบ้านหรือสถานที่ เพื่อปรับปรุงความสวยงามและความพร้อมใช้งาน.
  7. Texture (พื้นผิว)
    • ภาษาไทย พื้นผิว
    • คำอธิบาย ลักษณะพื้นผิวของวัสดุหรือสิ่งของ เช่น พื้นผิวเรียบ, พื้นผิวสัมผัส, หรือพื้นผิวลาย.
  8. Lighting (ระบบไฟ)
    • ภาษาไทย ระบบไฟ
    • คำอธิบาย การวางแผนและการติดตั้งระบบการจัดแสงในบ้านหรือสถานที่ เพื่อสร้างบรรยากาศและการเน้นการตกแต่ง.
  9. Wallpaper (กระดาษติดผนัง)
    • ภาษาไทย กระดาษติดผนัง
    • คำอธิบาย วัสดุที่ใช้ติดและปรับปรุงผนังภายในบ้าน มักมีลายและสีที่แตกต่างกัน.
  10. Home Staging (การจัดตั้งบ้าน)
    • ภาษาไทย การจัดตั้งบ้าน
    • คำอธิบาย กระบวนการการตกแต่งบ้านที่มุ่งเน้นให้บ้านดูน่าอยู่และน่าใช้งานเพื่อเพิ่มมูลค่าขายหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์.

ธุรกิจ ธุรกิจของตกแต่งบ้าน ต้อง จดทะเบียนบริษัท หรือไม่

การจดทะเบียนธุรกิจตกแต่งบ้านจะขึ้นอยู่กับกฎหมายและข้อกำหนดในประเทศและพื้นที่ที่คุณกำลังดำเนินธุรกิจ ดังนั้นควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและอำนวยความสะดวกสำหรับธุรกิจของคุณในพื้นที่ของคุณเพื่อตรวจสอบว่าคุณต้องทำการจดทะเบียนอะไรบ้าง แต่อย่างทั่วไป ธุรกิจตกแต่งบ้านอาจต้องจดทะเบียนดังนี้

  1. การจดทะเบียนธุรกิจ (Business Registration)
    • คุณจะต้องจดทะเบียนธุรกิจของคุณกับหน่วยงานที่รับผิดชอบในการลงทะเบียนธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นสำนักงานพาณิชย์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในประเทศของคุณ.
  2. สิทธิบัตรธุรกิจ (Business License)
    • บางพื้นที่อาจกำหนดให้คุณต้องได้รับสิทธิบัตรธุรกิจเพื่อดำเนินการธุรกิจตกแต่งบ้าน ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอสิทธิบัตร.
  3. หนังสือจดทะเบียนธุรกิจ (Business Registration Certificate)
    • หลังจากการจดทะเบียนธุรกิจของคุณเสร็จสมบูรณ์ คุณจะได้รับหนังสือจดทะเบียนธุรกิจ (หรือรายงานสถานประกอบการ) ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงว่าธุรกิจของคุณได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง.
  4. การลงทะเบียนเป็นผู้เสียภาษี (Tax Registration)
    • คุณอาจต้องลงทะเบียนเป็นผู้เสียภาษีเพื่อปฏิบัติภาษีขายหรือภาษีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ.
  5. การเปิดบัญชีธนาคารธุรกิจ (Business Bank Account)
    • เพื่อการบริหารจัดการเรื่องการเงินของธุรกิจของคุณ คุณควรเปิดบัญชีธนาคารธุรกิจแยกจากบัญชีส่วนบุคคล.
  6. การคัดลอกใบรับรองการจดทะเบียน (Certificate of Registration Copy)
    • คุณควรคัดลอกและเก็บไว้ให้เป็นประจำเพื่อแสดงให้ลูกค้าหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบว่าธุรกิจของคุณได้รับการจดทะเบียน.
  7. ประกันภัยธุรกิจ (Business Insurance)
    • การรับประกันธุรกิจอาจเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจ เช่น ประกันภัยอุบัติเหตุหรือประกันภัยทรัพย์สิน.

การจดทะเบียนและสิทธิบัตรธุรกิจอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศและพื้นที่ คุณควรปรึกษากับทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับข้อมูลและคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการจดทะเบียนธุรกิจของคุณในพื้นที่ที่คุณต้องการดำเนินธุรกิจ.

บริษัท ธุรกิจของตกแต่งบ้าน เสียภาษีอย่างไร

ธุรกิจในกลุ่มธุรกิจตกแต่งบ้านอาจต้องเสียภาษีต่าง ๆ ตามกฎหมายและระเบียบของแต่ละประเทศ และประเภทธุรกิจของคุณ ดังนั้นควรปรึกษากับทนายความหรือที่ปรึกษาทางภาษีในพื้นที่ของคุณเพื่อทราบข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับการเสียภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ แต่มีภาษีที่บางธุรกิจตกแต่งบ้านอาจต้องเสียได้แก่

  1. ภาษีรายได้ (Income Tax)
    • หากคุณมีรายได้จากธุรกิจตกแต่งบ้านของคุณ คุณอาจต้องเสียภาษีรายได้ตามอัตรารายได้ที่ใช้ในประเทศของคุณ.
  2. ภาษีขาย (Sales Tax)
    • ในบางประเทศ คุณอาจต้องเสียภาษีขายหรือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้าหรือบริการที่คุณขายในธุรกิจตกแต่งบ้าน.
  3. ภาษีที่ดินและสิ่งก่อสร้าง (Property Tax)
    • หากคุณเป็นเจ้าของที่ดินหรือสถานที่ธุรกิจของคุณ คุณอาจต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งก่อสร้างตามมูลค่าที่ประเมิน.
  4. ภาษีธุรกิจ (Business Tax)
    • บางพื้นที่อาจกำหนดให้ธุรกิจต้องเสียภาษีธุรกิจเพิ่มเติมตามรายได้หรือกำไร.
  5. ส่วนลดหย่อนภาษี (Tax Deductions)
    • คุณอาจมีสิทธิ์ลดหย่อนภาษีในบางรายการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจตกแต่งบ้าน เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุ, เครื่องมือ, ค่าติดตั้ง, ค่าจ้างแรงงาน, ฯลฯ.
  6. ภาษีสถานที่และค่าบริการสาธารณะ (Property Tax and Utility Fees)
    • คุณอาจต้องเสียภาษีสถานที่และค่าบริการสาธารณะ เช่น ค่าน้ำ, ค่าไฟฟ้า, และค่าโทรศัพท์ สำหรับสถานที่ที่คุณใช้ในธุรกิจ.
  7. สิทธิประโยชน์ทางสุขภาพ (Healthcare Benefits)
    • หากคุณมีพนักงานในธุรกิจของคุณ คุณอาจต้องเสียสิทธิประโยชน์ทางสุขภาพตามกฎหมายในบางกรณี.
  8. ภาษีอื่น ๆ (Other Taxes)
    • อื่น ๆ ซึ่งอาจรวมถึงภาษีที่มีตามกฎหมายหรือระเบียบท้องถิ่นและประเภทอื่น ๆ ของภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ.

การเสียภาษีขึ้นอยู่กับประเทศและพื้นที่ที่คุณทำธุรกิจ ควรปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญทางภาษีหรือหน่วยงานภาษีในพื้นที่ของคุณเพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับการเสียภาษีและการปรับปรุงการบัญชีเพื่อประหยัดภาษีอย่างเหมาะสมในธุรกิจของคุณ.

Accounting in English (รับทำบัญชี ภาษาอังกฤษ)

We provide accounting services by preparing financial statements in English version. Our specialist team will collect your business's financial information in a strict, and simple manner.

We will issue useful financial statements, accurate, and efficient. You can make business decisions with confidence, and spend less time managing accounting work which is safe and reliable.

Whether you are a small or large business. Our services will be fully responsive to your needs and goals. We will support you in developing and growing your business.

Contact : 084-343-8968 ( Chaniyada )