หมวดบัญชี

หมวดบัญชีทั้งหมด 5 ชื่อบัญชีความหมายเดบิตเครดิตมีดังนี้?

Click to rate this post!
[Total: 174 Average: 5]

หมวดบัญชี

หมวดบัญชี คือ เป็นการกำหนดเชิงโครงสร้าง โดยการให้ชื่อและเลขของบัญชีที่ตรงกัน เพื่อให้เข้าใจตรงกันระหว่างผู้ใช้งาน เช่น หมวด 1 หมายถึง สินทรัพย์ หมวด 2 หมายถึง หนี้สิน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียนเรียบร้อยของการจัดทำงบการเงินอีกด้วย

หมวดบัญชี มีกี่หมวด

ข้อมูลรายการค้าต่างๆ ที่ถูกบันทึกในบัญชี แล้วจะถูกแบ่งออกเป็น 5 หมวดบัญชีหลักๆ

การจัดหมวดหมู่ของบัญชี แบ่งเป็น 5 หมวด ได้แก่

หมวดบัญชี 5 หมวด

หมวดบัญชี (Accounting categories) ประกอบด้วย 5 หมวดหลัก ดังนี้

  1. สินทรัพย์ (Assets) หมายถึง ทรัพย์สินที่เป็นเงินหรือทรัพย์สินอื่น ๆ ที่มีค่าเป็นบัญชีขององค์กร ซึ่งมีศูนย์กลางเป็นสิ่งของที่สามารถแปลงเป็นเงินได้ เช่น เงินสด บัญชีเงินฝาก หุ้น เครื่องมือและอุปกรณ์ เป็นต้น
  2. หนี้สิน (Liabilities) หมายถึง หนี้สินหรือผลตอบแทนที่เป็นหนี้ขององค์กรต่อบุคคลหรือองค์กรอื่น ๆ ซึ่งองค์กรต้องส่งคืนเงินหรือบริการในอนาคต เช่น เงินกู้ยืม บัญชีเจ้าหนี้ ค่าจ้างที่ยังไม่จ่าย เป็นต้น
  3. ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) หมายถึง เงินทุนหรือส่วนแบ่งของผู้ถือหุ้นในองค์กร ซึ่งรวมถึงทุนจดทะเบียน ทุนเรือนหุ้น กำไรสะสม และขาดทุนสะสม เป็นต้น
  4. รายได้ (Revenues) หมายถึง รายได้ที่องค์กรได้รับจากการดำเนินกิจการ ซึ่งรวมถึงการขายสินค้าหรือบริการ รายได้จากดอกเบี้ย การลงทุน และการขายสินทรัพย์ เป็นต้น
  5. ค่าใช้จ่าย (Expenses) หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่องค์กรต้องจ่ายในการดำเนินกิจการ ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายสินค้าหรือบริการ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสินทรัพย์ ค่าใช้จ่ายในการจ้างงาน ค่าใช้จ่ายในการจัดหาเงินทุน เป็นต้น

โดยทั่วไปแล้ว หมวดบัญชีนี้จะถูกนำมาใช้ในการบันทึกบัญชีและรายงานการเงินขององค์กร โดยองค์กรจะต้องทำการบันทึกทุกรายการธุรกรรมทางการเงินเข้าสู่หมวดบัญชีที่เหมาะสม และสามารถนำไปวิเคราะห์และใช้ในการตัดสินใจการเงินต่อไปได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

หมวดบัญชี 5 หมวด เดบิต เครดิต

หมวดบัญชี 5 หมวด คือ

  1. หมวดบัญชีที่ 1 สินทรัพย์ (Assets) – เดบิตบัญชีที่อยู่ในหมวดนี้เมื่อมีการเพิ่มขึ้น เช่น เงินสด หรือ เครื่องจักรและอุปกรณ์
  2. หมวดบัญชีที่ 2 หนี้สินและภาระหนี้ (Liabilities) – เครดิตบัญชีที่อยู่ในหมวดนี้เมื่อมีการเพิ่มขึ้น เช่น หนี้สิน หรือ เงินกู้ยืม
  3. หมวดบัญชีที่ 3 ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) – เครดิตบัญชีที่อยู่ในหมวดนี้เมื่อมีการเพิ่มขึ้น เช่น ทุนเรือนหุ้น หรือ กำไรสะสม
  4. หมวดบัญชีที่ 4 รายได้ (Revenue) – เครดิตบัญชีที่อยู่ในหมวดนี้เมื่อมีการเพิ่มขึ้น เช่น ยอดขาย หรือ บริการ
  5. หมวดบัญชีที่ 5 ค่าใช้จ่าย (Expenses) – เดบิตบัญชีที่อยู่ในหมวดนี้เมื่อมีการเพิ่มขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายในการผลิต หรือ ค่าใช้จ่ายในการบริการ
บันทึกบัญชี ด้านเดบิตบันทึกบัญชี ด้านเครดิต
สินทรัพย์เพิ่มขี้

สินทรัพย์ลดลง
หนี้สินลดลงหนี้สินเพิ่มขี้น
ส่วนของเจ้าของลดลงส่วนของเจ้าของเพิ่มขี้น
รายได้ลดลงรายได้เพิ่มขี้น
ค่าใช้จ่ายเพิ่มขี้นค่าใช้จ่ายลดลง
หมวดบัญชี เดบิต เครดิต

หมวดบัญชี ค่า ใช้ จ่าย มีอะไรบ้าง

หมวดบัญชีค่าใช้จ่าย เป็นหมวดที่ใช้บันทึกรายการค่าใช้จ่ายของธุรกิจหรือองค์กรต่างๆ เพื่อให้เกิดการติดตามและควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประกอบด้วยหมวดย่อยดังนี้

1. ค่าใช้จ่ายในการผลิต รวมถึงค่าวัตถุดิบและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการต่างๆ เช่น ค่ากระดาษ ค่าเชื้อเพลิง เป็นต้น

2. ค่าใช้จ่ายในการขายและการตลาด รวมถึงค่าใช้จ่ายในการโฆษณาสินค้าหรือบริการ เช่น ค่าโฆษณา ค่าตัวแทนจำหน่าย เป็นต้น

3. ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานและค่าตอบแทน ค่าเช่าอาคารสำนักงาน ค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น

4. ค่าใช้จ่ายในการบัญชีและการเงิน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดทำรายงานการเงิน ค่าใช้จ่ายในการสอบบัญชี เป็นต้น

5. ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ เป็นต้น

6. ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและซ่อมบำรุง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงสินทรัพย์ต่างๆ เช่น ค่าซ่อมบำรุงเครื่องจักร

7. ค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนการดำเนินงานทั่วไป รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถจัดหมวดได้เป็นอย่างชัดเจน เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการส่งเอกสาร เป็นต้น

8. ค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ต่างๆ เช่น ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมการจัดการบัญชี เป็นต้น

9. ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเทคโนโลยี รวมถึงค่าใช้จ่ายในการอัพเกรดระบบเทคโนโลยี เช่น ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

10. ค่าใช้จ่ายในการประกันภัย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซื้อประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น ประกันสินค้า เป็นต้น

11. ค่าใช้จ่ายในการอบรมและพัฒนาบุคลากร รวมถึงค่าใช้จ่ายในการอบรมพนักงานและพัฒนาทักษะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เป็นต้น

12. ค่าใช้จ่ายในการประชุมและสัมมนา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมและสัมมนา เพื่อเปิดโอกาสให้กับพนักงานในการพัฒนาทักษะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เป็นต้น

13. ค่าใช้จ่ายในการจัดการความเสี่ยง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดการความเสี่ยงเพื่อป้องกันองค์กรจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ค่าประกันความเสี่ยง เป็นต้น

14. ค่าใช้จ่ายในการบริการหรือสนับสนุนลูกค้า รวมถึงค่าใช้จ่ายในการให้บริการหรือสนับสนุนลูกค้า เพื่อสร้างความพึงพอใจและความเชื่อมั่นในสินค้าหรือบริการ เช่น ค่าบริการหลังการขาย เป็นต้น

15. ค่าใช้จ่ายในการป้องกันและต่อต้านการทุจริต รวมถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและควบคุมการทุจริตเพื่อป้องกันความเสียหายทางการเงินและภาพลักษณ์ขององค์กร เช่น ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบภายใน เป็นต้น

ทั้งนี้ หมวดบัญชีค่าใช้จ่ายสามารถแบ่งย่อยเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสมของธุรกิจหรือองค์กรแต่ละแห่ง โดยการแบ่งย่อยนี้จะช่วยให้เกิดการจัดการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ได้ง่ายขึ้น

หมวดบัญชี เดบิต เครดิต

หมวดบัญชีเป็นระบบที่ใช้ในการบันทึกการเคลื่อนไหวของเงินในธุรกิจหรือองค์กร โดยประกอบด้วยหลักการเดียวกับสมุดบัญชี ซึ่งจะแบ่งออกเป็นหมวดหลัก 3 หมวด คือ

  1. หมวดเดบิต (Debit) หมายถึง เงินเข้า หรือการเพิ่มสินทรัพย์ เช่น การซื้อของสินค้า การได้รับเงินจากลูกค้า การรับเงินกู้ การรับเงินดอกเบี้ย เป็นต้น
  2. หมวดเครดิต (Credit) หมายถึง เงินออก หรือการลดสินทรัพย์ เช่น การขายสินค้า การจ่ายเงินให้กับผู้ขาย การชำระหนี้ การจ่ายดอกเบี้ย เป็นต้น
  3. หมวดสมดุล (Balance) หมายถึง การเท่ากันของเดบิตและเครดิตในบัญชีเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้การบันทึกบัญชีเป็นไปได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน

การบันทึกบัญชีจะใช้รูปแบบเลขคู่ (Double-entry) ซึ่งหมายความว่า ในการทำรายการแต่ละครั้งจะต้องมีการเพิ่มเงินเข้าและลดเงินออกในบัญชีเดียวกันพร้อมกัน เพื่อให้หมวดเดบิตและหมวดเครดิตเท่ากัน และทำให้หมวดสมดุลเป็นศูนย์

ตัวอย่างการบันทึกบัญชีในหมวดเดียวกัน

  1. ซื้อสินค้าโดยเงินสด จำนวน 10,000 บาท
    หมวดเดบิต: เงินสด 10,000 บาท
    หมวดเครดิต: ค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อสินค้า 10,000 บาท
  2. ขายสินค้าโดยรับชำระผ่านบัตรเครดิต จำนวน 5,000 บาท
    หมวดเดบิต: เงินลูกค้า 5,000 บาท
    หมวดเครดิต: รายได้จากการขายสินค้า 5,000 บาท
  3. ชำระเงินกู้ต้นทุนและดอกเบี้ย จำนวน 20,000 บาท
    หมวดเดบิต: ค่าใช้จ่ายสำหรับชำระเงินกู้ 20,000 บาท
    หมวดเครดิต: เงินสด 20,000 บาท

การบันทึกบัญชีแบบเลขคู่จะช่วยให้เราตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของการบันทึกบัญชีได้ง่ายๆ โดยใช้หมวดสมดุลเพื่อตรวจสอบว่าหมวดเดบิตและหมวดเครดิตเท่ากันหรือไม่ ถ้าหมวดสมดุลเป็นศูนย์ แสดงว่าการบันทึกบัญชีนั้นถูกต้องและครบถ้วน

หมวดบัญชีสินทรัพย์

หมวดบัญชีสินทรัพย์ คือ หมวดหนึ่งในการจัดลำดับบัญชีที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลการเคลื่อนไหวของเงินและทรัพย์สินขององค์กร ซึ่งประกอบไปด้วยสินทรัพย์ที่มีลักษณะเป็นทรัพย์สินตามที่ต้องการจะใช้ในการผลิตหรือบริการ เช่น เงินสด บัญชีเงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า หรืออาคารสิ่งก่อสร้าง และอื่น ๆ

หมวดบัญชีสินทรัพย์ จะถูกแบ่งออกเป็นหลายหมวดย่อยตามลักษณะและลักษณะของสินทรัพย์ เช่น

  1. สินทรัพย์หมุนเวียน (Current assets) เช่น เงินสด บัญชีเงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ที่ต้องเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย
  2. สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-current assets) เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง สิทธิ์ในการใช้ที่ดิน สิ่งก่อสร้างและอุปกรณ์ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ที่ใช้ในการผลิตหรือให้บริการ
  3. สินทรัพย์เปลี่ยนแปลงค่าตลอดเวลา (Fixed assets) เช่น รถยนต์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องจักรอุตสาหกรรม
  4. สินทรัพย์อื่น ๆ (Other assets) เช่น สิทธิ์ในการจดทะเบียน ทรัพย์สินทางปัญญา หรือเงินกู้ยืมให้เกิดภาระต่อการค้า
  5. สินทรัพย์อื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ (Other business assets) เช่น ค่าเสื่อมราคาสะสม ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า หรือสิ่งที่ซื้อเข้ามาเพื่อใช้ในธุรกิจ เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือโลโก้ของบริษัท
  6. สินทรัพย์ส่วนตัวของเจ้าของธุรกิจ (Owner’s equity) เป็นสิทธิของเจ้าของธุรกิจในการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ของบริษัท เช่น เงินลงทุน เงินกู้ยืมให้บริษัท หรือกำไรสะสม

การจัดลำดับบัญชีสินทรัพย์ให้ถูกต้องมีความสำคัญอย่างมากสำหรับการจัดการทางการเงินขององค์กร เนื่องจากจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจและผู้บริหารมีข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอในการตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุน การเพิ่มสินทรัพย์ หรือการกู้ยืมเงิน เพื่อให้ธุรกิจขยายตัวและเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

 

หมวดบัญชี แยกประเภท

 

การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ รายได้ และค่าใช้จ่าย เพื่อปะโยชน์ในการอ้างอิง และสะดวกในการค้นหา แบ่งได้ 5 หมวด  บัญชีหมวดสินทรัพย์ บัญชีหมวดหนี้สิน บัญชีหมวดส่วนของเจ้าของ บัญชีหมวดรายได้ บัญชีหมวดค่าใช้จ่าย

หมวดบัญชี 5 หมวด ภาษาอังกฤษ

The five categories of accounts in accounting are:

  1. Assets – Assets are resources that a company owns or controls, such as cash, inventory, property, or equipment.
  2. Liabilities – Liabilities are obligations or debts that a company owes to others, such as loans, accounts payable, or salaries payable.
  3. Equity – Equity represents the ownership interest in a company, which includes the value of assets minus liabilities. Equity includes common stock, retained earnings, and other reserves.
  4. Revenue – Revenue is the amount of money a company earns from selling goods or services to its customers.
  5. Expenses – Expenses are the costs incurred by a company in the process of generating revenue, such as salaries, rent, utilities, and supplies.

การ แบ่ง หมวดบัญชี 

การแบ่งหมวดบัญชีเป็นการจัดเรียงข้อมูลทางการเงินขององค์กรเพื่อให้ง่ายต่อการติดตามและวิเคราะห์การเงินขององค์กรได้อย่างถูกต้องและสะดวกสบาย การแบ่งหมวดบัญชีจะต้องเป็นไปตามหลักการบัญชีที่มีอยู่และสอดคล้องกับระบบบัญชีที่องค์กรใช้

หมวดบัญชีที่ส่วนใหญ่ใช้ในการบัญชีประกอบด้วย

  1. บัญชีสินทรัพย์ (Assets)
  2. บัญชีหนี้สิน (Liabilities)
  3. บัญชีทุน (Equity)
  4. บัญชีรายได้ (Revenue)
  5. บัญชีค่าใช้จ่าย (Expenses)

โดย บัญชีสินทรัพย์ จะแบ่งออกเป็น สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) และสินทรัพย์ถาวร (Non-current Assets)

บัญชีหนี้สิน จะแบ่งออกเป็น หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) และหนี้สินถาวร (Non-current Liabilities)

ส่วนบัญชีทุน จะแบ่งออกเป็น ทุนเริ่มต้น (Capital) และกำไรสะสม (Retained Earnings)

บัญชีรายได้ จะแบ่งออกเป็น รายได้หมุนเวียน (Operating Revenues) และรายได้ไม่ใช่การดำเนินงาน (Non-operating Revenues)

บัญชีค่าใช้จ่าย จะแบ่งออกเป็น ค่าใช้จ่ายหมุนเวียน (Operating Expenses) และค่าใช้จ่ายไม่ใช่การดำเนินงาน (Non-operating Expenses)

การแบ่งหมวดบัญชีจะช่วยให้การบันทึกบัญชีและการจัดทำงบการเงินเป็นไปอย่างเป็นระบบ

สินทรัพย์อยู่หมวดไหน
บัญชีสินทรัพย์ อยู่หมวด 1

หนี้สินอยู่หมวดไหน
บัญชีหนี้สิน อยู่หมวด 2

ส่วนของเจ้าของอยู่หมวด
บัญชีส่วนของเจ้าของ หรือ ทุน อยู่หมวด 3

หมวดบัญชี สินทรัพย์

ตัวอย่างบัญชีสินทรัพย์ เช่น สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน , สินทรัพย์หมุนเวียน , เงินสดและเงินฝากธนาคาร,เงินสด , เงินฝากธนาคาร , บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน , บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ , ลูกหนี้กรมสรรพากร , ภาษีซื้อ , ลูกหนี้กรมสรรพากร , ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนดชำระ , ภาษีซื้อรอตัดจ่าย(เช่าซื้อ) , สินค้าคงเหลือ , ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า เป็นต้น

หมวดบัญชี หนี้สิน

ตัวอย่างบัญชีหนี้สิน เช่น หนี้สินหมุนเวียน , เจ้าหนี้การค้า , เจ้าหนี้การค้า-ในประเทศ , เจ้าหนี้การค้า-ต่างประเทศ , เช็คจ่ายลงวันที่ล่วงหน้า , เจ้าหนี้เงินยืมกรรมการ , เงินกู้ยืมธนาคาร หนี้สินหมุนเวียนอื่น , เงินปันผลค้างจ่าย , ดอกเบี้ยค้างจ่าย , เงินประกันสังคมค้างจ่าย , ค่าภาษีธุรกิจค้างจ่าย , ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย , ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย ภ.ง.ด.1 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย ภ.ง.ด.3 เป็นต้น

หมวดบัญชี ส่วนของเจ้าของ/ทุน

ตัวอย่างบัญชีส่วนของเจ้าของ/ทุน เช่น ทุนเรือนหุ้น , สำรองตามกฎหมาย , กำไร(ขาดทุน) สะสม , กำไร(ขาดทุน) สะสมจัดสรรแล้ว , กำไร(ขาดทุน) สะสมยังไม่ได้จัดสรร , กำไร(ขาดทุน) สุทธิ

หมวดบัญชี รายได้

ตัวอย่างบัญชีรายได้ เช่น รายได้จาการขายสินค้า , รายได้จาการขายสินค้าเชื่อ , รายได้จาการขายสินค้าสด , รับคืนสินค้าและส่วนลดจ่าย , เพิ่มหนี้ , รายได้จากการบริการ , รายได้จากการโฆษณา , รายได้จากการจดทะเบียน , รายได้อื่น ๆ , รายได้จากการขายเบ็ดเตล็ด , ดอกเบี้ยรับ , กำไร(ขาดทุน) จากการจำหน่ายสินทรัพย์ , กำไร(ขาดทุน) จากการปริวรรตเงินตรา , เงินปันผล , รายได้อื่น ๆ เป็นต้น

หมวดบัญชี ค่าใช้จ่าย

ตัวอย่างบัญชีค่าใช้จ่าย เช่น ต้นทุนขาย , สินค้าคงเหลือต้นงวด , ซื้อสินค้าสำเร็จรูป , ซื้อสินค้าสำเร็จรูป , ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้อ , ส่งคืนและส่วนลดรับ , สินค้าคงเหลือปลายงวด , ต้นทุนขายบริการ , ค่าวัสดุอุปกรณ์ , ค่าแรงบริการ , ค่าไฟฟ้าน้ำประปา , ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น

หมวดบัญชี คือ
หมวดบัญชี คือ

คุณสามารถใช้บริการผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีเพื่อ รับทำบัญชี หมวดบัญชี โดยคุณสามารถติดต่อกับ สำนักงานบัญชี ปังปอน ผู้ให้บริการทางการเงินหรือบริษัทที่มีบริการทำบัญชีเพื่อขอใบเสนอราคา หรือพูดคุยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความต้องการของคุณ จากนั้นคุณสามารถเปรียบเทียบราคาและบริการกับผู้ให้บริการอื่นๆ เพื่อเลือกบริการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ