รับทำบัญชี.COM | บริษัทขนส่งสินค้าในและนอกประเทศ SHIPPING?

Click to rate this post!
[Total: 56 Average: 5]

ธุรกิจ Shipping

การนำเข้าและส่งออกสินค้า หรือ ชิปปิ้ง เป็นกระบวนการทางธุรกิจที่สำคัญอย่างมากสำหรับประเทศทั่วโลก การจัดส่งสินค้ามีความซับซ้อนและต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดทางศุลธรรมชาติเพื่อให้การแลกเปลี่ยนสินค้าเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่นและเป็นไปตามระเบียบ ในกระบวนการนี้ การเสียภาษีขนส่งสินค้าและอากรขาเข้า-ส่งออกเป็นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกันอย่างมาก ในบทความนี้เราจะสำรวจและอธิบายเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องระหว่างภาษีขนส่งสินค้าและอากรขาเข้า-ส่งออกในกระบวนการนำเข้าและส่งออกสินค้า

การจัดการธุรกิจ shipping และนำเข้า-ส่งออกสินค้าในปัจจุบันเป็นองค์กรอุตสาหกรรมที่สำคัญและซับซ้อนมากๆ โดยบริษัท shipping และตัวแทนการนำเข้า-ส่งออกสินค้ามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับธุรกิจทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ในบทความนี้เราจะสำรวจแนวทางการดำเนินธุรกิจในกลุ่มนี้และบทบาทที่เกี่ยวข้องของแต่ละส่วน

  1. บริษัท Shipping บริษัทชิปปิ้งเป็นผู้ให้บริการที่สำคัญในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ บริษัทเหล่านี้มักมีเรือ คอนเทนเนอร์ และอาวุธการขนส่งอื่นๆ ในการนำสินค้าไปถึงปลายทาง พวกเขาเป็นผู้ควบคุมความปลอดภัยและเวลาในการส่งสินค้า และเป็นส่วนสำคัญในระบบโลจิสติกส์ทั่วโลก
    • บริษัท shipping มักจะเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญของบริษัทตัวแทนการนำเข้า-ส่งออกสินค้า ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ พวกเขามักจะร่วมกันในการจัดการการขนส่งและการจัดส่งของสินค้าจากปลายทางหนึ่งไปยังปลายทางอีกตัวหนึ่ง
    • บริษัท shipping มักมีความเชี่ยวชาญในการจัดการและการควบคุมการขนส่งสินค้า ในขณะที่ตัวแทนการนำเข้า-ส่งออกสินค้ามีความเชี่ยวชาญในการจัดการเอกสารและศุลกากรที่เกี่ยวข้อง
  2. ตัวแทนการนำเข้า-ส่งออกสินค้า บริษัทตัวแทนนำเข้า-ส่งออกสินค้าเป็นผู้กลางที่ให้บริการในการตรวจสอบและประเมินเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกสินค้า พวกเขาช่วยให้ธุรกิจที่มีการค้าข้ามชาติสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นโดยตรง
  3. การซื้อสินค้าต่างประเทศ การซื้อสินค้าต่างประเทศเป็นกระบวนการที่สำคัญในการเติบโตของธุรกิจ บริษัทจะต้องเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสมจากผู้ผลิตต่างประเทศ การเจรจากันเพื่อรับสินค้าและการจัดการเรื่องภาษีและสิทธิพิเศษอื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญ
  4. การส่งออกสินค้า บริษัทต้องจัดการกระบวนการส่งออกสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สินค้าถึงปลายทางได้ตรงตามเวลาและในสภาพที่ดี การประเมินความเสี่ยงและการจัดการเรื่องภาษีสำหรับการส่งออกก็เป็นสิ่งสำคัญ
  5. ฟอเวิดเดอร์ตัวแทน การจัดการเรื่องภาษีและเอกสารทางศุลกากรเป็นส่วนสำคัญของการนำเข้า-ส่งออกสินค้า ฟอเวิดเดอร์ตัวแทนช่วยในการกรอกและยื่นเอกสารที่จำเป็นตามกฎหมายทางศุลกากร และรับผิดชอบในการติดตามเรื่องภาษีและสิทธิพิเศษของสินค้า
    • บริษัทตัวแทนการนำเข้า-ส่งออกสินค้ามักจะร่วมมือกับฟอเวิดเดอร์ตัวแทนในการจัดการเอกสารทางศุลกากรและการสนับสนุนกระบวนการศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกสินค้า
    • ฟอเวิดเดอร์ตัวแทนมีหน้าที่ช่วยในการกรอกและยื่นเอกสารทางศุลกากรที่จำเป็นให้กับศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พวกเขาตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและช่วยในการคำนวณภาษีและอากรต่างๆ ที่ต้องชำระ
  6. การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ การเลือกวิธีการขนส่งที่เหมาะสมสำหรับสินค้าและปลายทางเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การใช้เรือสำหรับสินค้าที่มีน้ำหนักมากหรือการใช้เครื่องบินสำหรับสินค้าที่ต้องการส่งเร็ว การควบคุมต้นทุนและการสามารถตรวจสอบสถานะของสินค้าในเวลาที่แท้จริงเป็นสิ่งสำคัญ
    • บริษัท shipping มักมีบทบาทสำคัญในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ พวกเขาต้องเลือกวิธีการขนส่งที่เหมาะสมสำหรับสินค้าและปลายทาง และประสานงานกับตัวแทนการนำเข้า-ส่งออกสินค้าและฟอเวิดเดอร์ตัวแทนเพื่อให้การขนส่งเป็นไปอย่างราบรื่น

ทั้งนี้ การปรับตัวและปรับกับการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายและข้อกำหนดทางการค้าระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ธุรกิจ shipping และนำเข้า-ส่งออกสินค้าสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ การทำงานร่วมกันระหว่างบริษัท shipping, ตัวแทนการนำเข้า-ส่งออกสินค้า, และฟอเวิดเดอร์ตัวแทนมีความสำคัญในการทำให้ธุรกิจของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ

ตารางรายรับรายจ่าย ตัวอย่างบัญชี shipping

การทำรายรับและรายจ่ายเป็นกระบวนการที่สำคัญในการจัดการเงินส่วนตัวหรือธุรกิจ การรับรู้ว่ารายได้มากจากไหน และรายจ่ายที่สำคัญมีอะไรบ้าง สามารถช่วยให้คุณมีการควบคุมเงินทองและวางแผนการเงินอย่างมีระบบได้ดีขึ้น

นี่คือตัวอย่างบัญชีรายรับและรายจ่ายและระบบบัญชีของธุรกิจ shipping (การขนส่งสินค้า) ซึ่งเป็นธุรกิจที่ให้บริการการขนส่งสินค้า

บัญชีรายรับ

  1. รายรับจากค่าบริการขนส่ง เป็นรายรับหลักที่ได้จากการให้บริการขนส่งสินค้าให้กับลูกค้า รายรับนี้มาจากค่าบริการขนส่งสินค้าตามระยะทางหรือปริมาณของสินค้าที่ขนส่ง
  2. รายรับจากค่าบริการบรรจุหีบห่อสินค้า รายรับจากการบรรจุหีบห่อสินค้าหรือการแพคสินค้าก่อนการขนส่ง
  3. รายรับจากบริการเสริม รายรับจากบริการเสริมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการขนส่งสินค้า เช่น บริการเก็บเงินปลายทาง, บริการตรวจสอบและบรรจุสินค้า, หรือบริการติดตามสถานะการขนส่ง

บัญชีรายจ่าย

  1. ค่าใช้จ่ายในการรักษาฟลีท ค่าใช้จ่ายในการรักษาพื้นที่เก็บสินค้า (warehouse) หรือฟลีทที่ใช้เก็บสินค้ารอการขนส่ง
  2. ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถขนส่งเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างประสิทธิภาพและปลอดภัย
  3. ค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานขับรถ ค่าจ้างพนักงานขับรถหรือพนักงานขนส่งสินค้า
  4. ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ค่าเช่าสถานที่ทำงาน, ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการร้าน, ค่าใช้จ่ายในการตลาดและโฆษณา, ค่าใช้จ่ายในการบริหารการเงินและบัญชี
  5. ค่าใช้จ่ายในการรักษาความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายในการรักษาความปลอดภัยของสินค้าและการขนส่ง, รวมถึงค่าประกันสินค้า
  6. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจขนส่งสินค้า เช่น ค่าใช้จ่ายในการบริการลูกค้า, ค่าใช้จ่ายในการบริการสินค้า, หรือค่าใช้จ่ายในการบริการสินค้า

นี่คือตารางรายรับและรายจ่ายในธุรกิจที่เกี่ยวกับการจัดส่ง (Shipping) ในรูปแบบ comparison table

รายการ รายรับ (บาท) รายจ่าย (บาท)
รายรับจากค่าบริการจัดส่งในประเทศ 30,000 บาท/เดือน
รายรับจากค่าบริการจัดส่งต่างประเทศ 20,000 บาท/เดือน
รายรับจากค่าบริการพิเศษ (เช่น ค่าบริการด่วน) 5,000 บาท/เดือน
รายรับจากค่าคอมมิชชั่นจากพันธมิตร 10,000 บาท/เดือน
รวมรายรับ 65,000 บาท/เดือน
ค่าจ้างพนักงานการจัดส่ง 25,000 บาท/เดือน
ค่าเช่าโกดัง 10,000 บาท/เดือน
ค่าน้ำมันและบำรุงรักษารถบรรทุก 7,000 บาท/เดือน
ค่าจ้างพื้นที่จัดเก็บสินค้า 8,000 บาท/เดือน
ค่าเช่ารถบรรทุกพิเศษ 5,000 บาท/เดือน
ค่าบริการโฆษณาและการตลาด 3,000 บาท/เดือน
รวมรายจ่าย 58,000 บาท/เดือน
กำไรสุทธิ -7,000 บาท/เดือน

ในตารางนี้ รายรับและรายจ่ายของธุรกิจที่เกี่ยวกับการจัดส่งถูกแสดงเพื่อให้คุณเห็นภาพรวมที่ชัดเจนของการเปรียบเทียบระหว่างรายรับและรายจ่ายของธุรกิจนี้ ค่ากำไรสุทธิคือ -7,000 บาทต่อเดือน นั่นหมายความว่าธุรกิจนี้กำลังขาดทุนอยู่ คุณอาจต้องพิจารณาแผนการเพิ่มรายรับหรือลดรายจ่ายเพื่อทำให้กำไรสุทธิกลับเป็นบวก

ระบบบัญชีจะช่วยให้คุณติดตามและบริหารการเงินในธุรกิจขนส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณควรใช้ซอฟต์แวร์บัญชีหรือสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญทางการบัญชีเพื่อรวบรวมข้อมูลและสร้างรายงานทางการเงินที่ต้องการสำหรับธุรกิจของคุณ

อาชีพ ที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจ shipping นำเข้า

นี่คือ 7 อาชีพที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือ (Shipping) และสามารถร่วมมาทำงานในหลายด้านต่าง ๆ

  1. นักประมง (Seafarer) – นักประมงคือคนที่ทำงานบนเรือ เขาหรือเธอสามารถทำงานในหลายตำแหน่งต่าง ๆ บนเรือ เช่น กะลาสี, นักบัญชีเรือ, หรือผู้ช่วยกะลาสี
  2. นักขนส่ง (Freight Forwarder) – นักขนส่งคือคนที่จัดการการขนส่งสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้อง พวกเขาทำงานร่วมกับลูกค้าและบริษัทขนส่งเพื่อจัดการขนส่งสินค้า
  3. กะลาสีเรือ (Ship Captain) – กะลาสีเรือคือผู้บังคับการดำเนินงานของเรือ มีความรับผิดชอบในการนำเรือไปยังท่าเรือต่าง ๆ และในการควบคุมครอบครองการขนส่งสินค้า
  4. นักออกแบบและวางแผนท่าเรือ (Port Planner and Designer) – นักออกแบบและวางแผนท่าเรือทำงานในการออกแบบและวางแผนท่าเรือ เพื่อให้สามารถรับมือกับการจัดการท่าเรือและการขนส่งสินค้า
  5. ผู้บริหารเรือ (Ship Manager) – ผู้บริหารเรือคือบุคคลที่รับผิดชอบในการดูแลและบริหารจัดการกับเรือ รวมถึงการบริหารเรื่องการเงิน, การบำรุงรักษาระบบเรือ, และการจัดการคนงานบนเรือ
  6. นักวิศวกรทางเรือ (Marine Engineer) – นักวิศวกรทางเรือเป็นคนที่รับผิดชอบในการดูแลและซ่อมบำรุงระบบเครื่องยนต์และเครื่องจักรบนเรือ เพื่อให้เรือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  7. นักเทคนิคการตรวจสอบเรือ (Marine Surveyor) – นักเทคนิคการตรวจสอบเรือมีหน้าที่ตรวจสอบสภาพแวดล้อม, ความปลอดภัย, และความสอดคล้องกับข้อกำหนดของเรือ เพื่อให้แน่ใจว่าเรือมีความพร้อมในการขนส่งสินค้า

อาชีพเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือและมีบทบาทสำคัญในการให้บริการการขนส่งสินค้าทางทะเลอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

การบันทึกข้อมูล การจัดเก็บใบเสร็จ และเอกสารทางบัญชี shipping

การบันทึกข้อมูลการขนส่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการดำเนินธุรกิจขนส่งสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นควรจัดเตรียมระบบบันทึกข้อมูลและการจัดการทางบัญชีที่เป็นระบบเพื่อให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ นี่คือขั้นตอนที่สำคัญในการบันทึกข้อมูลการขนส่ง

  1. บันทึกข้อมูลลูกค้าและรายละเอียดการขนส่ง
    • ระบุชื่อลูกค้าและข้อมูลติดต่ออย่างชัดเจน เช่น ชื่อ, ที่อยู่, หมายเลขโทรศัพท์, และอีเมล
    • บันทึกวันที่รับคำสั่งขนส่ง
    • ระบุสถานที่รับสินค้าและสถานที่จัดส่งโดยละเอียด
    • ระบุรายละเอียดสินค้า เช่น ประเภท, จำนวน, น้ำหนัก, ขนาด
    • ระบุสถานะของการขนส่ง เช่น รับสินค้า, อยู่ในระหว่างขนส่ง, ถึงสถานที่จัดส่ง
  2. ออกใบเสร็จและใบส่งของ
    • เมื่อการขนส่งเสร็จสิ้น ออกใบเสร็จให้แก่ลูกค้า โดยรวมข้อมูลติดต่อของลูกค้า, วันที่ออกใบเสร็จ, รายละเอียดการขนส่ง, รวมยอดเงินที่ต้องชำระ, และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
    • ออกใบส่งของและเอกสารที่จำเป็นสำหรับการขนส่ง เช่น ใบอนุญาตการขนส่ง, ใบรับรองการส่งของ, ใบกำกับภาษี, และเอกสารทางกฎหมาย
  3. การจัดการทางบัญชี
    • บันทึกข้อมูลการรับเงินจากลูกค้าและรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งในระบบบัญชีของคุณ
    • ตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีและการบัญชีของคุณเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลและการเงิน
  4. บันทึกข้อมูลการจัดส่ง
    • บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการจัดส่งสินค้า เช่น ชื่อลูกค้า, ที่อยู่จัดส่ง, รหัสไปรษณีย์, วันที่จัดส่ง, สินค้าที่จัดส่ง, ปริมาณ, น้ำหนัก, และประเภทของการขนส่ง (ทางบก, ทางน้ำ, ทางอากาศ)
    • บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดของการจัดส่ง เช่น หมายเลขติดตามสินค้า (Tracking Number) และรายละเอียดการจัดส่งพิเศษ (ถ้ามี)
  5. เก็บใบเสร็จและเอกสารการเงิน
    • เก็บใบเสร็จและเอกสารการเงินที่เกี่ยวข้องกับการจัดส่งสินค้า เช่น ใบแจ้งหนี้, ใบรับรองการส่งสินค้า, ใบเสร็จรับเงินจากลูกค้า, และใบรับรองการจัดส่ง
    • ระบุการชำระเงินที่ได้รับจากลูกค้าและรายละเอียดของค่าบริการขนส่ง
  6. การบันทึกรายได้และรายจ่าย
    • บันทึกรายได้จากการจัดส่งสินค้า รวมถึงการชำระเงินจากลูกค้าและรายละเอียดของรายได้
    • บันทึกรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจขนส่ง เช่น ค่าน้ำมันรถยนต์, ค่าคนขับรถ, ค่าบริการขนส่ง, ค่าซ่อมบำรุงรถ, และค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง
  7. การจัดทำรายงานการเงิน
    • จัดทำรายงานการเงินรายเดือนหรือรายไตรมาส เพื่อสรุปรายได้และรายจ่ายของธุรกิจขนส่ง
    • วิเคราะห์ผลการจัดส่งสินค้าเพื่อปรับปรุงแผนการเงินและการดำเนินธุรกิจ
  8. การตรวจสอบความถูกต้อง
    • ตรวจสอบความถูกต้องของใบเสร็จและเอกสารการเงินก่อนบันทึกข้อมูลและการจัดเก็บ
    • ตรวจสอบว่าค่าบริการขนส่งและการชำระเงินตรงตามราคาและข้อมูลทางบัญชี

การทำงานอย่างระมัดระวังและมีระเบียบจะช่วยให้ธุรกิจขนส่งสินค้าของคุณดำเนินไปอย่างประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ

คําศัพท์พื้นฐาน shipping ที่ควรรู้

นี่คือ 7 คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับการขนส่งทางเรือ (Shipping) พร้อมคำอธิบายเพิ่มเติมในภาษาไทย

คำศัพท์ (ไทย) คำอธิบาย (ไทย)
การจัดส่ง (Shipping) การจัดส่งหมายถึงกระบวนการขนส่งสินค้าหรือส่งออกสินค้าจากหนึ่งสถานที่ไปยังอีกสถานที่ โดยใช้เรือเป็นพาหนะ
ท่าเรือ (Port) ท่าเรือคือสถานที่ที่เรือสามารถเข้ามาจอด และขนถอนสินค้า โดยมักมีโรงเรือ, ท่าเรือที่ออกและเชื่อมต่อกับเรือ, และสถานที่จัดเก็บสินค้า
ค่าเรือ (Freight) ค่าเรือคือเงินที่จ่ายให้เจ้าของเรือหรือบริษัทการขนส่งสำหรับการขนส่งสินค้า รวมถึงค่าบรรทุกและค่าบริการอื่น ๆ
ตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ตู้คอนเทนเนอร์เป็นบรรจุภัณฑ์มาตรฐานที่ใช้ในการบรรจุและขนส่งสินค้า มีขนาดและมาตรฐานที่คงที่ เช่น 20 ฟุตหรือ 40 ฟุต
สินค้าความเสี่ยง (Hazardous Cargo) สินค้าความเสี่ยงคือสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพขณะขนส่ง เช่น สินค้าเคมีอันตราย
ทะเบียนเรือ (Ship Registry) ทะเบียนเรือเป็นเอกสารที่ระบุข้อมูลของเรือรวมถึงชื่อ, สถานที่ลงทะเบียน, และเจ้าของเรือ โดยมักใช้เพื่อรับรองสิทธิในการขนส่งและการใช้เรือ
บริษัทการขนส่ง (Shipping Company) บริษัทการขนส่งคือองค์กรหรือบริษัทที่ให้บริการการขนส่งสินค้าโดยใช้เรือ เช่น การจัดส่งสินค้าทางทะเล และบริการที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลในตารางนี้รวมเฉพาะคำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับการขนส่งทางเรือ (Shipping) ในภาษาไทยพร้อมคำอธิบายเพิ่มเติมในภาษาไทยสำหรับความเข้าใจและการสื่อสารในอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือ

ธุรกิจ shipping นำเข้า ต้อง จดทะเบียนบริษัท หรือไม่

การดำเนินธุรกิจการขนส่งสินค้าหรือ shipping ในประเทศไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับกิจการดังกล่าว ต่อไปนี้คือขั้นตอนพื้นฐานที่คุณควรพิจารณา

  1. การจดทะเบียนกิจการ คุณควรจดทะเบียนกิจการขนส่งสินค้า (shipping) กับกรมการขนส่งทางบก หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับอนุญาตให้ดำเนินกิจการขนส่งสินค้า
  2. การรับอนุญาตและสิทธิ์ในการขนส่ง คุณควรสอบถามและปรึกษากับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบเกี่ยวกับอนุญาตและสิทธิ์ที่จำเป็นในการขนส่งสินค้า นอกจากนี้ คุณอาจต้องปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงการขนส่งให้เหมาะสมกับเส้นทางและประเภทของสินค้า
  3. การปฏิบัติตามกฎหมายการจราจร คุณต้องปฏิบัติตามกฎหมายการจราจรและกฎข้อบังคับทางถนน รวมถึงข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้า อาจมีกฎหมายและข้อบังคับเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าทางบก
  4. การปฏิบัติตามกฎหมายสาธารณะบริการ คุณต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสาธารณะ รวมถึงสิทธิ์และความรับผิดชอบของคุณต่อลูกค้าและสินค้าของลูกค้า
  5. การเปิดบัญชีธนาคาร เปิดบัญชีธนาคารเพื่อดำเนินธุรกิจของคุณและรับเงินรายได้จากลูกค้า
  6. การปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้า อาจมีกฎหมายเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของสินค้า การแก้ไขสินค้า และการประกันภัยสินค้า เป็นต้น

การจดทะเบียนและปฏิบัติตามกฎหมายขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจการขนส่งสินค้า และที่ตั้งของคุณ คุณควรปรึกษากับนักบริหารและนักกฎหมายที่มีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจการขนส่งสินค้าในประเทศไทยเพื่อให้แน่ใจว่าคุณปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ถูกต้องและสามารถดำเนินธุรกิจของคุณได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและข้อกำหนดที่มีอยู่ในประเทศไทย

บริษัท shipping เสียภาษีอย่างไร

การนำเข้าและส่งออกสินค้าผ่านทางการขนส่ง (shipping) มีภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย ต่อไปนี้คือภาษีและค่าธรรมเนียมสำคัญที่คุณควรทราบ

  1. ค่าธรรมเนียมการขนส่ง (Freight Charges) ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บในการขนส่งสินค้า อัตราค่าธรรมเนียมนี้จะขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าและระยะทางการขนส่ง
  2. ค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนพาหนะ (Demurrage and Detention Charges) ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่คุณอาจต้องจ่ายหากสินค้าค้างคลัง (demurrage) หรือพาหนะการขนส่งใช้เวลานานเกินกำหนด (detention)
  3. ภาษีศุลกากร (Customs Duty) ถ้าคุณนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศผ่านทางการขนส่ง คุณอาจต้องเสียภาษีศุลกากรตามกฎหมาย อัตราภาษีศุลกากรจะขึ้นอยู่กับประเภทและมูลค่าของสินค้า
  4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สินค้าที่นำเข้าและใช้ในประเทศไทยอาจต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งมีอัตราภาษีแน่นอนตามกฎหมาย
  5. ค่าธรรมเนียมสาธารณูปโภค (Excise Tax) บางสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกอาจมีค่าธรรมเนียมสาธารณูปโภค (excise tax) เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงและบางรายการอื่น
  6. ค่าธรรมเนียมพิเศษ บางครั้งมีค่าธรรมเนียมพิเศษอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง เช่น ค่าธรรมเนียมในการทำบัตรพรรคชน
  7. อื่น นอกเหนือจากภาษีและค่าธรรมเนียมแล้วยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง อาจมีค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบสินค้า หรือค่าบริการอื่น ๆ จากผู้ให้บริการขนส่ง
  8. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) เป็นรูปแบบหนึ่งของภาษีที่มีผู้จ่ายเงินหรือจ่ายเงินต้องหักภาษีจากรายได้ที่จ่ายให้กับผู้รับเงิน ซึ่งภาษีนี้จะถูกหักจากรายได้ในตอนที่จ่าย และจะถูกนำส่งให้หน่วยงานภาษีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในประเทศไทยมีหลายประเภทของภาษีหัก ณ ที่จ่าย แต่น่าจะมีบางประเภทที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุด
    1. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินเดือน (Personal Income Tax) นายจ้างหรือนายจ้างส่งเสริมต้องหักภาษีเงินเดือนของลูกจ้างและนำส่งให้กับกรมสรรพากร เพื่อใช้ส่งเสริมการเสียภาษีส่วนบุคคลของลูกจ้าง
    2. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในการขายสินค้าและบริการ (Withholding Tax on Sales and Services) ภาษีนี้มักเกี่ยวข้องกับการชำระเงินในการซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการ ภาษีจะถูกหักจากรายได้ที่จ่ายและนำส่งให้กับกรมสรรพากร
    3. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายดอกเบี้ย (Withholding Tax on Interest) ผู้จ่ายดอกเบี้ยต้องหักภาษีจากรายได้ดอกเบี้ยที่จ่ายให้กับผู้รับเงิน และนำส่งให้กับกรมสรรพากร
    4. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค่าจ้าง (Withholding Tax on Professional Fees) การจ่ายค่าจ้างให้กับบุคคลที่ให้บริการมืออาชีพหรือบริการอื่น ๆ อาจต้องหักภาษีและนำส่งให้กับกรมสรรพากร
    5. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค่าจ้างที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (Withholding Tax on Rental of Immovable Property) การจ่ายค่าเช่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอาจต้องหักภาษีและนำส่งให้กับกรมสรรพากร

อัตราภาษีและกฎหมายเกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายขึ้นอยู่กับประเภทของรายได้และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ควรติดต่อกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อขอคำปรึกษาและคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือรายได้ของคุณ

เพิ่มเติม การนำเข้าสินค้าบันทึกบัญชีรูปแบบ ​FOB และ CIF

  1. CIF (Cost, Insurance, and Freight):
    • CIF เป็นเงื่อนไขการจัดหาสินค้าและค่าบริการที่ผู้ขายรับผิดชอบในกระบวนการนำเข้า.
    • ผู้ขายต้องรับผิดชอบในการจัดส่งสินค้าไปยังท่าเรือหรือท่าอากาศยานที่ระบุโดยผู้ซื้อ.
    • ผู้ขายต้องรับผิดชอบในการจัดหาค่าประกันและค่าจัดส่งสินค้าไปยังท่าเรือหรือท่าอากาศยานนั้น ๆ.
    • ผู้ซื้อรับผิดชอบในกระบวนการนำเข้าสินค้าและค่าภาษีนำเข้า.
  2. FOB (Free On Board):
    • FOB เป็นเงื่อนไขการจัดหาสินค้าและค่าบริการที่ผู้ขายรับผิดชอบในกระบวนการนำเข้าสินค้า.
    • ผู้ขายต้องรับผิดชอบในการจัดส่งสินค้าไปยังท่าเรือหรือท่าอากาศยานที่ระบุโดยผู้ซื้อ.
    • ผู้ซื้อรับผิดชอบในกระบวนการนำเข้าสินค้า, ค่าประกัน, และค่าจัดส่งสินค้าหลังจากที่สินค้าออกจากท่าเรือหรือท่าอากาศยาน.

สรุปคือ CIF คือเงื่อนไขที่ผู้ขายรับผิดชอบในค่าบริการและค่าส่งสินค้าถึงท่าเรือหรือท่าอากาศยาน ในขณะที่ FOB ผู้ขายรับผิดชอบในกระบวนการจัดส่งสินค้าไปยังท่าเรือหรือท่าอากาศยานที่ระบุ และผู้ซื้อรับผิดชอบในค่าประกันและค่าจัดส่งสินค้าหลังจากที่สินค้าออกจากท่าเรือหรือท่าอากาศยาน

Accounting in English (รับทำบัญชี ภาษาอังกฤษ)

We provide accounting services by preparing financial statements in English version. Our specialist team will collect your business's financial information in a strict, and simple manner.

We will issue useful financial statements, accurate, and efficient. You can make business decisions with confidence, and spend less time managing accounting work which is safe and reliable.

Whether you are a small or large business. Our services will be fully responsive to your needs and goals. We will support you in developing and growing your business.

Contact : 084-343-8968 ( Chaniyada )